ระะบบออโต้โฟกัสแบบ Passive นี้ไม่มีปัญหาในการโฟกัสผ่านกระจก หรือวัตถุระนาบอื่นๆ แต่ว่าจะต้องมีแสงที่เพียงพอต่อการทำงานระบบออโต้แบบนี้มีช่วงการทำงานกับแสงตั้งแต่ 5-10,000 แรงเทียน

 
แสงสว่างของแสงขนาดนี้อยู่ที่แสงสว่างในห้องช่วงค่ำจนถึงแสงที่ชายหาดตอนกลางวันที่แสงแดดจัดๆ  ระบบนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับกล้องแบบเรนจ์ไฟเดอร์  ภาพที่กล้องได้รับมาครั้งแรกนั้นจะปรากฎเป็น 2 ภาพบน Comparator ภาพแรกนั้นเกิดจากการเล็งในช่องมองไปยังวัตถุที่โฟกัส แล้วปรากฎเป็นรูปทรงของวัตถุบนแถวของโฟโต้เซลล์(CCD) โดยจะสร้างสัญญาณไปยัง Comparator เรียกภาพนี้ว่า Reference Image
แถบCCDที่ทำหน้าที่แยกภาพจะได้รับภาพจากวัตถุเป็นครั้งที่สอง(Second Image)และเกิดสัญญาณแยกออกมาเป็นภาพ หากวัตถุยังอยู่ในระยะตามที่CCDได้รับสัญญาณในครั้งแรก ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นจากการทำงานครบ1รอบของระบบ  ภาพของวัตถุที่ผ่านเลนส์เข้ามาจะกลายเป็น Referance Image และปรากฎอยู่ในส่วนของCCD(B) โดยจะปรากฎออกมาเป็นสัญญาณเส้น  ส่วนSecond Image จะปรากฎในส่วนของ CCD(A) โดยภาพนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะของวัตถุและการปรับโฟกัส เมื่อปรับโฟกัสถูกต้องแล้วภาพที่ปรากฎใน CCD ทั้ง A และ B จะกลายเป็นภาพเดียวกัน 
 การทำงานของ Comparator นั้นจะนำค่าความต่างของสัญญาณจาก CCD ทั้ง A และ B ส่งไปยังไอซีควบคุมมอเตอร์เซอร์โว ซึ่งทำหน้าที่ขยับชิ้นเลนส์เพื่อหาโฟกัส โดยหากค่าจาก CCD(A) และ CCD(B) นั้นเป็นศูนย์ หมายถึงไม่มีความแตกต่างกัน นั่นหมายความว่า การขยับชิ้นเลนส์ ได้ขยับจนได้โฟกัสที่ถูกต้องแล้ว
 กล้องตัวแรกที่มีการทำงานแบบนี้คือ Konica C35 A (ในปี 1977)ใช้เวลาในการหาโฟกัสที่ระยะ 1.1 เมตรถึง อินฟินิตี้ โดยใช้เวลา 100 มิลลิวินาที หรือ 1/10 วินาที จะเห็นว่าใช้เวลาค่อนข้างเร็ว แต่ในทางปฏิบัติเวลาที่เลนส์ใช้ในการปรับโฟกัสตามที่กล้องหาได้นั้นค่อนข้างช้า